หน้าเว็บ

บทความที่ได้รับความนิยม

26 กันยายน 2555

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง..ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
- สัมภาษณ์พิเศษ -


"การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะกระแสของโลกาภิวัตน์ และการแข่งขันในระบบทุนนิยม ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากรอบด้าน และจึงต้องยืนหยัดอยู่ในสังคมโลกให้ได้อย่างเข้มแข็ง และไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้น ในกระบวนการการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550 – 2554) จึงได้มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวทางหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปสู่ความสมดุลยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันที่ดี "


      วารสารเศรษฐกิจและสังคมได้รับเกียรติจาก ดร.จิรายุ อิสรางกูร ณ อยุธยา ประธานอนุกรรมการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงได้กรุณาอธิบาย ความหมาย หลักการและแนวคิดรวมไปถึงกระบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงที่ผ่านมาของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับภาคีการพัฒนาต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

      ไทยยังขาดภูมิคุ้มกันในการรับมือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม

      ประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับการไหลเข้ามาของกระแสโลกาภิวัตน์ และโดยเนื้อแท้ ยังมีความไม่พร้อมที่จะรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมออย่างดีพอ เห็นได้จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่วิกฤตเศราฐกิจ ปี 2540 ที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังขาดความรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง หลงระเริงไปกับสิ่งฉาบฉวย หรือกล่าวได้ว่า ยังขาดความภูมิคุ้มกันที่ดี

      การขาดความภูมิคุ้มกัน คือยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ และขาดความพอดีอยู่ ซึ่งหากขยายความออกไป อธิบายได้ว่า สังคมไทยยังขาดความพอดี ในเรื่องสำคัญรวม 5 ประการ คือ

      ขาดความพอดีด้านจิตใจ : คนส่วนมากมีสภาวะจิตใจไม่เข้มแข็ง ยังไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ขาดจิตสำนึกที่ดีไม่มีความเอื้ออาทร ไม่รู้จักประนีประนอม นึกถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว

      ขาดความพอดีด้านสังคม :ไม่ค่อยช่วยเหลือเกื้อกูลกันชุมชนขาดความเข้มแข็ง และที่สำคัญไม่มีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากฐานรากที่มั่นคงและเข้มแข็ง

      ขาดความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : ยังใช้และจัดการอย่างขาดความรอบคอบ และที่สำคัญใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ อย่างไม่เป็นขั้นตอน

      ขาดความพอดีด้านเทคโนโลยี : ยังไม้รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับความต้องการ และควรพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านของเราเอง และสอดคล้องเป็นประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อม

      ขาดความพอดีด้านเศรษฐกิจ : ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย หรือเกินฐานะของตน

      เศรษฐกิจพอเพียง : ปรัชญาอันทรงค่าจากพ่อของปวงชนชาวไทย

      “เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้น พระองค์ท่านได้ทรงเน้นย้ำว่าเป็นแนวทางการแก้ไขเพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากปัญหาต่างๆ สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

      ทั้งนี้ สศช. จึงได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่างๆ มาร่วมกันระดมความคิดและยกร่างคำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงโดยประมวลและกลั่นกรองจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระราชทานในวโรกาสต่างๆ รวมทั้งพระราชดำรัสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

      โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชนโดยทั่วไป รวมถึงได้อัญเชิญมาเป็นปรัชญานำทางในการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 อีกด้วย

      โดยนิยามของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีสาระสำคัญ ดังนี้

      ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

      
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้แนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน

      ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและให้มีความรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบเพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

      
หากพิจารณาพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ที่ผ่านมายิ่งทำให้เห็นว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมากเพียงใด ทรงเชื่อมั่นว่า การจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ นั้น ประเทศไทยต้องใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญานำทาง และน่ายินดีที่ว่า หลังจากนั้นหลายหน่วยงานได้น้อมนำพระราชดำรัสข้างต้นไปยึดถือปฏิบัติ

      เศรษฐกิจพอเพียงสามารถรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้จริงหรือ

      อย่งไรก็ตาม แม้หน่วยงานและประชาชนที่เริ่มตื่นตัว และต้องการจะนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่หลากหลายและไม่ชัดเจน ถึงความหมายและหลักแนวคิดที่แท้จริงของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า ปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาใช้ได้จริงมากน้อยเพียงใดตามมา

      ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างเกิดสัมฤทธิผลกับทุกๆ ฝ่าย โดยหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท

      ในการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลต่อการพัฒนานั้น ต้องเข้าใจ กรอบแนวคิดว่าเป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา

      และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา ขณะเดียวกัน ก็ต้องเข้าใจคุณลักษณะว่าเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางและการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

      3 ห่วง 2 เงื่อนไข : หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

      ที่สำคัญที่สุด ทุกคนควรเข้าใจ คำนิยาม ว่าความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 ห่วง และ 2 เงื่อนไข โดย 3 ห่วง คือ

      ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

      ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

      การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

      ส่วน 2 เงื่อนไข คือการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ประกอบไปด้วย

      - เงื่อนไขความรู้ หมายถึง ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการ วางแผน และความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ

      - เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

      
เศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ คือหลักการดำเนินชีวิตที่จริงแท้ที่สุด กรอบแนวคิดของหลักปรัชญามุ่งเน้นความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา อันมีคุณลักษณะที่สำคัญ คือ สามารถประยุกต์ใช้ในทุกระดับ ตลอดจนให้ความสำคัญกับคำว่าความพอเพียง ที่ประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ภายใต้เงื่อนไขของการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมที่ต้องอาศัยเงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม

      “หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแจ่มชัดแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี


      การสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง

      นับตั้งแต่มีพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2517 เป็นต้นมา พบว่าพระองค์ท่านได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอมี พอกิน พอใช้ การรู้จักความพอประมาณการคำนึงถึงความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว

      ทรงเตือนสติประชาชนคนไทยไม่ให้ประมาทตระหนักถึงการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างเครือข่ายเรียนรู้ ให้มีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เป็นกรอบความคิด เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วน

      
วัตถุประสงค์ของการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถุกต้องเกี่ยวกับหลักเศราฐกิจพอเพียงให้ประชาชนทุกคนสามารถนำหลักปรัชญาฯ ไปประยุกต์ให้ได้อย่างเหมาะสมและปลูกฝังปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการดำรงชีวิตให้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนนำไปสู่การปรับแนวทางการพัฒนาให้อยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง

      ก้าวแรกจุดประกาย ก้าวสองตอกเสาเข็ม

      หลายฝ่ายเชื่อว่าเศรษฐกิจพอเพียงควรเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่หลายคนไม่ทราบว่า จริงๆ แล้ว ได้มีการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปี 2542 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นแกนหลัก และมีการตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวขับเคลื่อน

      ได้มีการจัดทำแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง 4 ปีในช่วงปี 2547 – 2550 โดยปีแรก เน้นการจุดประกายความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ให้คนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเกิดความตื่นตัว ต่อมาในช่วงปีที่ 2 ถือว่าเป็นช่วงสำคัญคือ การตอกเสาเข็ม ที่จะเน้นการสร้าง Case study หรือทำให้ประชาชนเห็นว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงทำได้และประสบความสำเร็จได้จริงๆ ที่สำคัญต้องสร้างความเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียง มิได้จำกัดเฉพาะเกษตรกรหรือชาวไร่ชาวนาเพียงเท่านั้น แต่เป็นเศรษฐกิจของทุกคน ทุกอาชีพ ทั้งที่อยู่ในเมืองและอยู่ในชนบท

      
ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมและบริษัทในระบบเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าจะต้องขยายกิจการก็จะขยายเพราะความเจริญเติบโตจากเนื้อของงาน โดยอาศัยการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือหากจะกู้ยืมก็กระทำตามความเหมาะสมไม่ใช่กู้มาลงทุนจนเกินตัวจนไม่เหลือที่มั่นให้ยืนอยู่ได้ เมื่อภาวะของเงินผันผวน ประชาชนจะต้องไม่ใช่จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว เกษตรกรก็ทำไร่ทำนา ปลูกพืชแบบผสมผสานในที่แห้งแล้งตามแนว ทฤษฎีใหม่หากไม่มีความพอประมาณในใจตน นึกแต่จะซื้อรถปิคอัพคันใหม่ หรือเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ อยู่ร่ำไปย่อมไม่ถือว่าประพฤติตนอยู่ในระบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ

      เร่งสร้างเครือข่ายและนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม

      ในช่วงปีที่ 3 เป็นช่วงของการสร้างเครือข่าย โดยการขับเคลื่อนจะเป็นลักษณะการระดมพลังจากทุกภาคส่วนแบ่งเป็น 2 เครือข่ายสนับสนุนตามกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น ได้แก่เครือข่ายภาครัฐทั้งหมด เครือข่ายด้านประชาสังคมและชุมชน เครือข่ายธุรกิจเกชน เครือข่ายภาคการเมือง

      นอกจากนี้แล้ว ยังมีเครือข่ายสนับสนุนด้านภารกิจต่างๆ ได้แก่ ด้านวิชาการจะมีเครือข่ายวิชาการที่มีนักคิด ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเป็นกำลังสำคัญ ด้านการสร้างกระบวนการเรียนรู้ จะดึงเครือข่ายระดับโรงเรียนเข้ามาร่วม ส่วนด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ จะสร้างเครือข่ายกับสื่อมวลชน ก่อนที่ในปีที่ 4 หรือปีสุดท้าย จะเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดการนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม

      ทั้งนี้ แกนกลางของกระบวนการขับเคลื่อนมี 3 ระดับได้แก่ คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง และกลุ่มงานเศรษฐกิจพอเพียง สศช. ซึ่งจะเป็นหน่วยปฏิบัติงานในการขับเคลื่อน และจะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายการดำเนินงานเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา ในเดือนธันวาคม 2550


      บทบาทของภาคีการพัฒนาในการสร้างสมดุลและภูมิคุ้มกัน

      ทุกๆ ภาคีการพัฒนาต้องเข้าใจก่อนว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง 100% โดยไม่พึ่งเงิน ไม่พึ่งการค้า ไม่สมาคมกับใคร ซึ่งไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง การจะนำเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นปรัชญามาใช้ ทุกฝ่ายต้องมองให้ออกและเข้าใจอย่างถ่องแท้

      
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานปรัชญานี้กับคนทุกระดับ ไม่ใช่ให้กับชาวนาอย่างเดียว ในภาคประชาสังคม ตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับครอบครัว ไปจนถึงระดับชุมชน ต้องรู้จักความพอดี พอเพียง ความมีเหตุมีผล ระบบภูมิคุ้มกันทั้งปวงต้องโยงกับคุณธรรม และถือเป็นปรัชญาหลัก

      ถ้าจะเอาปรัชญาไปปฏิบัติก็ต้องขบคิดให้เหมาะสมกับอาชีพของแต่ละคน อย่างในภาครัฐหรือภาคราชการ ก็ใช้ชีวิตทำงานให้พอดี มีบ้านแต่พอดี ดำรงฐานะให้เหมาะสม ขยันทำ และทำให้มาก ท่านยังแปลลึกลงไปอีกว่า หมายถึง ถ้าขยัน ยิ่งทำยิ่งพึ่งตนเอง โดยไม่พึ่งคนอื่นมากจนเกินไป ขณะเดียวกัน ถ้าไม่ฟุ้งเฟ้อ ก็ลดปัญหาการคอร์รัปชันมาก


      ขณะที่ในภาคธุรกิจเอกชนนั้น ยังผลักดันในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกันน้อย เนื่องจากมองว่าเป็นแนวคิดที่อยู่คนละด้านกับการทำธุรกิจที่มุ่งการสร้างกำไร ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถปรับใช้เข้าหากันได้ และจะก่อให้เกิดความยั่งยืนมากกว่า

      
สังคมไทยพึ่งตลาด ปัจจัยการผลิต เทคโนโลยี สมองของคนต่างชาติมากเกินไป พึ่งเงินทุนจากต่างประเทศ สังคมไทยอยู่ได้เพราะยืมจมูกคนอื่นหายใจ ยืมเขาทั่วโลก ทั่วโลกเรียกสิ่งที่ทำกันวันนี้ว่า trade economy คือขายทุกอย่าง ซึ่งแตกตางจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้หมายความว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ค้าขาย แต่ให้ทำอย่างพออยู่พอกินก่อนที่จะขาย คือการสร้างพื้นฐานของตัวเองให้แน่นซึ่งจะช่วยให้ทำการค้าหรือแข่งกับใครในโลกก็ได้ ค้าขายไม่ดีก็ไม่ต้องกลัว ธุรกิจไม่ดีก็ไม่ต้องปลดคนงาน การพึ่งพาตนเองแบบนี้มันเอื้อกันหมด

      สำหรับในภาคอุตสาหกรรม ก็สามรถนำ เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้ คือ เน้นการผลิตด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกินไป เพราะหากทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็จะต้องพึ่งพิงสินค้าวัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อนำมาผลิตสินค้า ต้องคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่ในประเทศก่อน จึงจะทำให้ประเทศไม่ต้องพึ่งพิงต่างชาติอย่างเช่นปัจจุบัน

      ดังนั้น ต้องทำให้ประเทศมีความเข้มแข็ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ได้เป็นผู้จุดประกายระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาการนำเข้าวัตถุดิบ และชิ้นส่วนที่นำมาใช้ในการผลิตที่เป็นลักษณะพึ่งพา ซึ่งมีมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ทุกคนมองข้ามประเด็นนี้ไป ตลอดจนได้รับผลจากภายนอกประเทศทำให้ประชาชนหลงลืม และมึนเมาอยู่กับการเป็นนักบริโภคนิยม รับเอาของต่างชาติเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว และรวดเร็วจนทำให้เศรษฐกิจของไทยตกต่ำ

      ที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้ทุกภาคีการพัฒนาสามารถร่วมกันผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน คือการเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังแต่ละฝ่ายโดยปราศจากอคติ หากมีตัวอย่างความสำเร็จใดๆ ที่นำมาเป็นกรณีตัวอย่างได้ ก็ควรนำมาใช้ในการระดมสมอง หรือดึงประเด็นสำคัญๆ ขึ้นมาเป็นแนวทางในการพัฒนา

      นอกจากนี้ ความสำเร็จของทุกภาคีการพัฒนาในการขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจพอเพียง ควรจะต้องเกิดจากการ ระเบิดออกมาจากภายใน ของแต่ละภาคส่วน เพราะเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ความสำเร็จจะอยู่ที่ใจตนเป็นสำคัญ


      เศรษฐกิจพอเพียงกับการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

      การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญาหลักในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงให้ลึกซึ้ง ไม่ฉาบฉวย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนฯ ว่าเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง

      
เศรษฐกิจพอเพียงไม่เคยชี้ว่า การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งไม่ดี ใครพูดแบบนั้น แสดงว่าเข้าใจหลักการไปคนละทาง เศรษฐกิจพอเพียง คือการสร้างความเชื่อมต่อระหว่างแนวทางการพัฒนาต่างๆ อย่างสอดคล้องและสมดุลกัน เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นเหมือนห่วงคล้อง ทั้งเรื่องของการแก้ไขปัญหาความยากจน หรือเรื่องอื่นๆ เข้าด้วยกัน การจัดทำแผนต่างๆ ที่มีเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นพื้นฐาน ต้องระลึกอยู่เสมอว่าในแต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน ไม่มีแผนที่เหมาะสมกับทุกที่ ภายใต้ความหวังดีของส่วนร่วม


      สรุป

      เศรษฐกิจพอเพียงเป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานให้ประชาชนดำเนินตามวิถีแห่งการดำรงชีพที่สมบูรณ์ ศานติสุข โดยมีธรรมะเป็นเครื่องกำกับ และใจตนเป็นที่สำคัญ ซึ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งมานั้น แท้ที่จริง คือ วิถีชีวิตไทยนั่นเอง วิถีชีวิตไทยที่ยึดเส้นทางสายกลางของความพอดี เป็นการเสริมพลังให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปได้อย่างมั่นคงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์

      โดยให้ความสำคัญกับการสร้างฐานทางเศราฐกิจและสังคมให้เข้มแข็งรักษาความสมดุลของทุนและทรัพยากรในมิติต่างๆ ตลอดจนสามารถปรับตัวพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างเท่าทัน และนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนชาวไทยในที่สุด



      ที่มา    :    วารสารเศรษฐกิจและสังคม ปีที่ 42 ฉบับที่ 6 เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2548 หน้า 41-47.

25 กันยายน 2555

แนวคิดและการปฏิบัติตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้.-
                1. กรอบแนวคิด  ที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย   สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกในเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา        มุ่งเน้นการรอดจากภัยและวิกฤตเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา
                2. คุณลักษณะ  เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับโดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
                3. คำนิยาม   ความพอเพียงจะประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อม ๆ กัน ดังนี้.-
                     3.1 ความพอประมาณ      หมายถึง ความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป       โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
                     3.2 ความมีเหตุผล หมายถึง  การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น  จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล  โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
                     3.3 การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง  การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น  โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ  ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
                4. เงื่อนไข  การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น   ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
                    4.1 เงื่อนไขความรู้  ประกอบด้วย  ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน        เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
                  4.2 เงื่อนไขคุณธรรม ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม  มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร  ใช้สติปัญญาในการดำรงชีวิต   ไม่โลภ และไม่ตระหนี่
                5. แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ   การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้  คือ   การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน  พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน  ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี  

 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.),เศรษฐกิจพอเพียง ร่วมเรียนรู้ สานข่าย ขยายผล
นำเสนอโดย  ชมรมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิต

7 กันยายน 2555

ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี

ขอเชิญพุทธศาสนิกชน อุบาสก อุบาสิกา ผู้ใจบุญทั้งหลาย 
ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2555
  วัดวังเตย  ตำบลตลุกดู่   อำเภอทัพทัน  จังหวัดอุทัยธานี
ระหว่างวันที่ 10 -11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2555
เพื่อเป็นการรักษาวัฒนธรรมประเพณี  เสริมสร้างความรัก
ความสามัคคี และร่วมบริจาคทรัพย์เป็นทานเพื่อนำ
ปัจจัยไปทนุบำรุงพระพุทธศาสนา บูรณปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ

แจ้งความประสงค์ร่วมเป็นเจ้าภาพได้ที่ พันโท บรรเทิง  แสงดอกไม้
โทรศัพท์/โทรสาร 02-2448583,02-2414147 มือถือ 089-0597623
และพระสงกรานต์ โทร.084-5739329

20 พฤษภาคม 2555

โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความมั่นคง

โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความมั่นคง
ชมรมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิต
-----------------
1. หลักการและเหตุผล
              จากสภาวการณ์ในปัจจุบันของสังคมไทยและประชาคมโลก กำลังเผชิญกับวิกฤติมหันตภัยจากความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เกิดภาวะความเสี่ยงต่อโรคระบาดทั้งในคน สัตว์  และพืช     การขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง           ก่อให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มนุษยชาติและประชาคมโลกต่างแสวงหาองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่จะฝ่าวิกฤติดังกล่าว   ในการพัฒนาคน   ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง     ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ทูลเกล้าถวายรางวัล “ความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์”แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และทรงยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ผ่านการพิสูจน์ทฤษฎีอย่างเป็นรูปธรรมของความสำเร็จที่สามารถจะนำพาสังคมและนานาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์ได้เป็นอย่างดี 
              แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ยังคงน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม  เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลย์และยั่งยืน
              การปฏิบัติตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง    เกษตรทฤษฎีใหม่   และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ   สามารถช่วยสร้างจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ         มีความรักและหวงแหน
ผืนแผ่นดินถิ่นเกิด    ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต     สร้างความรู้รักความสามัคคี  ตลอดจนการเป็นพลเมืองที่ดีช่วยเหลือราชการและประชาชนในการพัฒนาประเทศ  เพื่อความมั่นคงอย่างถาวร
2. วัตถุประสงค์
      2.1 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักคิดทฤษฎี หลักปฏิบัติ และหลักคุณธรรมตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
      2.2 เพื่อนำความรู้ไปขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ในระดับนโยบายและการปฏิบัติ  ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
      2.3 เพื่อสร้างเครือข่ายการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับนโยบายทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาชาสังคมและสื่อ
3. เป้าหมาย 
      3.1 เชิงปริมาณ    มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ และร่วมกิจกรรมทั่วทุกภูมิภาค
      3.2 เชิงคุณภาพ    มีองค์กรเครือข่ายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีความรู้ความเข้าใจใน
หลักคิดทฤษฎี หลักปฏิบัติ และหลักคุณธรรม เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสามารถนำความรู้ไปขับเคลื่อน
เชิงยุทธศาสตร์ในระดับนโยบายและการปฏิบัติ ให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมและสื่อ
4. การดำเนินงาน
     4.1 การจุดประกาย  ด้วยการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจของเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการจัดประกายให้คนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเกิดการตื่นตัว การจัดชุดเข้าพบปะพี่น้องประชาชนฝึกอบรม ทัศนศึกษา และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้
     4.2 การตอกเสาเข็ม  เน้นการสร้างต้นแบบ(Case study) ให้ประชาชนเห็นว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงทำได้และประสบผลสำเร็จได้จริง  ที่สำคัญสร้างความเข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียง  มิได้จำกัดเฉพาะเกษตรกรหรือชาวไร่ชาวนาเพียงเท่านั้น  แต่เป็นเศรษฐกิจของทุกคน ทุกอาชีพ ทั้งที่อยู่ในเมืองและอยู่ในชนบท ทำการเผยแผ่ประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง
     4.3 การสร้างเครือข่าย ในลักษณะการระดมพลังจากทุกภาคส่วนสนับสนุนกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เครือข่ายภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมและสื่อ   ด้วยการให้เครือข่ายภาควิชาการที่มีนักคิด ผู้ทรงคุณวุฒิในมหาวิทยาลัย สร้างกระบวนการเรียนรู้ นำเครือข่ายโรงเรียนเข้ามาร่วมและเครือข่ายสื่อมวลชนดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์    
     4.4 การขับเคลื่อนให้เกิดการนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม   เกิดผลผลิต  ผลสัมฤทธิ์   เป็นความกินดี  อยู่ดี
มีความสงบสุข เกิดความมั่นคงทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว หมู่บ้าน/ชุมชน จนถึงระดับประเทศ  
5. วัน-เวลา และสถานที่  
     5.1 ห้วงเดือน มกราคม – ธันวาคม 2555
     5.2 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล  ตลอดจนภูมิภาคต่าง ๆ
6. งบประมาณ
     6.1 หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่ให้การสนับสนุน
     6.2 องค์กรสนับสนุน หรือบริจาค      
7. ผู้รับผิดชอบโครงการ
     7.1 ชมรมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิต
     7.2 มูลนิธิดินดี น้ำใส แห่งประเทศไทย
     7.3 มูลนิธิเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8. หน่วยงานให้การสนับสนุน
     8.1 หน่วยงาน/องค์กรเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง
     8.2 หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและสื่อ
9.  การประเมินผล
      9.1 การสังเกต และสัมภาษณ์
      9.2 แบบสอบถามผู้เข้ารับการอบรม
      9.3 การติดตามผลการปฏิบัติงาน
10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
      10.1 ผู้ร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจในหลักคิดทฤษฎี หลักปฏิบัติ และหลักคุณธรรมตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
      10.2 ผู้ร่วมโครงการมีประสบการณ์และพร้อมที่จะนำไปขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ในระดับนโยบายและการปฏิบัติ  ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
      10.3 มีเครือข่ายความร่วมมืออย่างบูรณาการทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมและสื่อ
                                                ------------------------------












                      ปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความมั่นคง
------

1.       ภาคีเครือข่าย/ผู้นำขับเคลื่อน ต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้  แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องพึ่งตนเอง 100%   โดยไม่พึ่งเงิน   ไม่พึ่งการค้า ไม่สมาคมกับใคร
2.       ภาคธุรกิจเอกชน ควรมีส่วนผลักดันในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้มากขึ้น  ไม่มุ่งการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างผลกำไร  แต่ทำธุรกิจเพื่อสังคมควบคู่ไปด้วย  คนกับสังคม และองค์กรจะสามารถปรับเข้าหากันได้ และจะก่อให้เกิดความยั่งยืนมากกว่า
3.       ภาคอุตสาหกรรม เน้นการผลิตด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกินไป และชิ้นส่วนในการผลิตให้มีลักษณะพึ่งพา ลดการบริโภคนิยมให้น้อยลง
4.       ทุกภาคส่วนภาคีการพัฒนาสามารถร่วมกันผลักดันให้ประเทศก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ การเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังแต่ละฝ่ายโดยปราศจากอคติ  นำเสนอตัวอย่าง มีการระดมสมอง และดึงประเด็นสำคัญๆ ขึ้นมาเป็นแนวทางพัฒนา
5.       ความสำเร็จของทุกภาคีการพัฒนาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ควรจะต้องเกิดจากการ “ระเบิดออกมาจากภายใน” ของแต่ละภาคส่วน เพราะเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง  ความสำเร็จจะอยู่ที่ใจตนเป็นสำคัญ
6.       การปลูกฝังอุดมการณ์และการสร้างจิตสำนึกในการแสดงความจงรักภักดี  หวงแหน รักษาทนุบำรุงต่อสถาบันชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์      ตลอดจนการรู้รักสามัคคี    การเป็นพลเมืองที่ดี   และมีจิตสำนึกด้านความมั่นคง



----------

















ผนวก    กิจกรรมตามแผน/โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความมั่นคง
------

    1. โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง
    2. โครงการฝึกอบรมผู้นำขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
    3. โครงการสัมมนาวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงสัญจร
    4. โครงการเสริมสร้างชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
    5. โครงการเสริมสร้างสุขภาพ(สุขภาพดี วิถีไทย)
    6. โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    7. โครงการฝึกวิชาชีพ(อาชีพเสริม เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส)
    8. จัดงาน “มหกรรมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิต” สืบสานวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น
    9. จัดงาน “รวมใจภักดิ์ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เทิดไท้องค์ราชันย์”
  10. โครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น
  11. โครงการค่ายฝึกอบรมเยาวชนหัวใจเกษตรธรรมชาติ
  12. โครงการค่ายฝึกอบรมผู้นำขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
  13. โครงการปฏิบัติธรรมนำชีวิต
  14. โครงการบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์
  15. โครงการขยะเศรษฐกิจ/ธนาคารขยะ
  16. โครงการธนาคารจุลินทรีย์
  17. โครงการธนาคารต้นไม้
  18. โครงการธนาคารปุ๋ยชีวภาพ
  19. โครงการวิสาหกิจชุมชน
  20. โครงการฟื้นฟูนาข้าวหลังน้ำท่วม
  21. โครงการผลิตข้าวอินทรีย์ชีวภาพด้วยเทคโนโลยีอีเอ็ม

ฯลฯ




สรุปผลการดำเนินงาน ชมรมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อ20 พฤษภาคม 2555

สรุปผลการดำเนินงาน ชมรมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิต

1.ความเป็นมา
          -ปี 40-41 ประเทศประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุ่นแรง(ยุค IMF ,ต้มยำกุ้ง)  นโยบาย ผบ.ทบ.(พล.อ.เชษฐา  ฐานะจาโร) ให้ส่งกำลังพลเข้ารับการฝึกอบรมเกษตรธรรมชาติคิวเซ  เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ในการที่จะนำมาช่วยเหลือตนเองและครอบครับ ตลอดจนช่วยเหลือกำลังพลภายในหน่วย และชุมชนรอบค่ายทหาร
          -ปี 45 และ 46 ฝึกอบรมเกษตรธรรมชาติคิวเซ ณ  จว.สระบุรี    หลักสูตรพื้นที่ฐาน รุ่นที่ 6
และวิทยากรรุ่นที่ 3 ตามลำดับ
          -เมื่อ 16 มิถุนายน 2546 จัดตั้งโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ  ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง
          -เมื่อ 11 กรกฎาคม 2548 จัดตั้งชมรมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต    เลขที่ 41/385   กรมยุทธศึกษาทหารบก ถนนเทอดดำริ  เขตดุสิต กทม.
          -เมื่อ 17 พฤษภาคม 2551 จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จว.อุทัยธานี
  เลขที่ 50 หมู่ 17 บ้านเพชรผาลาด ต.ตลุกดู่ อ.ทัพทัน จว.อุทัยธานี 
          -ปี 52 เป็นวิทยากรบรรยาย โครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กองทัพบก(ทบ.)   และวิทยากรบรรยาย โครงการเสริมสร้างชุมชนแข้มแข็งตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
          -เมื่อ 19 มกราคม 2554 เปิดศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง    ต.ท่าเสา  อ.กระทุ่มแบน
จว.สมุทรสาคร
2. การดำเนินงานที่ผ่านมา
          2.1 จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   ทั้งในและนอกสถานที่
          2.2 ร่วมกับมวลชน กอ.รมน.ให้สมาชิก เครือข่าย และผู้สนใจ เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา 
          2.3 จัดให้สมาชิก เครือข่าย และผู้สนใจ  เข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตรไทยอาสาป้องกันชาติ และหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร กอ.รมน.
          2.4 เมื่อ 7 พฤษภาคม 2555 งานสัมมนาการพัฒนาแก้ปัญหาท้องถิ่นด้วยจุลินทรีย์ EM  ภาคตะวันออก    โรงแรมซัมบีม  พัทยา จว.ชลบุรี
          2.5 การตรวจเยี่ยมและเยี่ยมชม ศูนย์ส่งเสริมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จว.จันทบุรี(กำนัน สวัสดิ์   ขำเจริญ)
          2.6 เมื่อ 18 ตุลาคม 2554  จัดทำโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้วยจุลินทรีย์ EM
          2.7 เมื่อ 20 ธันวาคม 2554 จัดทำโครงการฟื้นฟูนาข้าวหลังน้ำท่วม
          2.8 เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2555 จัดทำโครงการผลิตและจำหน่ายข้าวอินทรีย์ชีวภาพด้วย EM
3. แผนงานที่จะดำเนินการต่อไป
          3.1 จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง      ศูนย์ส่งเสริมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จว.อุทัยธานี  เป็นประจำทุกเดือน
และการทำนาข้าวอินทรีย์ชีวภาพด้วย EM
          3.2 จัดงานส่งเสริมเกษตรกรชาวนา “ปลูกวันแม่เกี่ยววันพ่อ” แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสาธิตการทำนาข้าวอินทรีย์ชีวภาพด้วย EM
          3.3 จัดสัมมนาการพัฒนาแก้ปัญหาท้องถิ่นด้วย EM  ภาคกลาง และภาคเหนือ
          3.4 จัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น  เดือนละ 1-2 ครั้ง
          3.5 จัดงานมหกรรมเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิต  เดือนละ 1 ครั้ง
          3.6 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความมั่นคง  ด้วยการฝึกอบรมให้ความรู้    ลงมือปฏิบัติ
สร้างองค์กรต้นแบบ   และขยายเครือข่าย
4. ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ
          4.1 การรวบรวมข้อมูลสมาชิก เครือข่าย และวิทยากร ตลอดจนสถานที่ฝึกอบรม
                   - วิทยากรหลักสูตรเกษตรธรรมชาติคิวเซ
                   - วิทยากรโครงการสู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
                   - วิทยากรสัมภาษณ์ในรายการ “กองทัพบกเพื่อประชาชน”
                   - วิทยากรสารคดีในรายการ “พิทักษ์สิ่งแวดล้อม”
                   - วิทยากรเขียนบทความลง นิตยสารเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
          4.2 ความร่วมมือกับสถานศึกษา
                   - นักศึกษาฝึกงาน ได้แก่ รร.อาชีวเกษตรสงเคราะห์, รร.การอาชีพ, วิทยาเกษตรและเทคโนโลยี,วิทยาลัยเทคนิค,วิทยาลัยสารพัดช่าง,วิทยาลัยชุมชน เป็นต้น
                   - ค่ายฝึกเยาวชน   คนรักถิ่น   หัวใจเกษตร   รักบ้านเกิด   ยุวเกษตร 
                   - ค่ายฝึกอบรมสำหรับประชาชน โครงการฟื้นฟูเกษตรกรไทย โครงการพักชำระหนี้ ธ.ก.ส.
โครงการกองทุนฟื้นฟู  โครงการสภาเกษตรกร
          4.3 การบูรณาการงานพัฒนาโครงการตามแนวทางพระราชดำริ  เครือข่ายความร่วมมือ ภาครัฐ
ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาชน  ภาคประชาสังคมและสื่อ
          4.4 วางแผนการตลาดและบริการให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่ระดับภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน/ชุมชน
          4.5 สื่อประชาสัมพันธ์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ   วิทยุส่วนกลางและชุมชน  สถานีโทรทัศน์

----------------